การพัฒนาการของเด็ก

เด็กแต่ละวัยนั้น มีพัฒนาการที่แต่ต่างกัน และการพัฒนาการของเด็กก็มีหลายด้านด้วยกัน คุณพ่อคุณแม่ สามารถศึกษา การพัฒนาการของเด็ก แต่วัยวันได้จาก Weblog นี้เลยครับ

Your son is 2 years old and still isn't talking. He says a few words, but compared with his peers you think he's way behind. You remember that his sister could put whole sentences together at the same age. Hoping he will catch up, you postpone seeking professional advice. Some kids are early walkers and some are early talkers, you tell yourself. Nothing to worry about...

This scenario is common among parents of kids who are slow to speak. Unless they observe other areas of "slowness" during early development, parents may hesitate to seek advice. Some may excuse the lack of talking by reassuring themselves that "he'll outgrow it" or "she's just more interested in physical things."

Knowing what's "normal" and what's not in speech and language development can help you figure out if you should be concerned or if your child is right on schedule.

Understanding Normal Speech and Language Development

It's important to discuss early speech and language development, as well as other developmental concerns, with your doctor at every routine well-child visit. It can be difficult to tell whether a child is just immature in his or her ability to communicate or has a problem that requires professional attention. These developmental norms may provide clues:

Before 12 Months

It's important for kids this age to be watched for signs that they're using their voices to relate to their environment. Cooing and babbling are early stages of speech development. As babies get older (often around 9 months), they begin to string sounds together, incorporate the different tones of speech, and say words like "mama" and "dada" (without really understanding what those words mean). Before 12 months, children should also be attentive to sound. Babies who watch intently but don't react to sound may be showing signs of hearing loss.

By 12 to 15 Months

Kids this age should have a wide range of speech sounds in their babbling and at least one or more true words (not including "mama" and "dada"). Nouns usually come first, like "baby" and "ball." Your child should also be able to understand and follow single directions ("Please give me the toy," for example).

From 18 to 24 Months

Kids should have a vocabulary of about 20 words by 18 months and 50 or more partial words by the time they turn 2. By age 2, kids should be learning to combine two words, such as "baby crying" or "Daddy big." A 2-year-old should also be able to follow two-step commands (such as "Please pick up the toy and bring me your cup").

From 2 to 3 Years

Parents often witness an "explosion" in their child's speech. Your toddler's vocabulary should increase (to too many words to count) and he or she should routinely combine three or more words into sentences.

Comprehension also should increase — by 3 years of age, a child should begin to understand what it means to "put it on the table" or "put it under the bed." Your child also should begin to identify colors and comprehend descriptive concepts (big versus little, for example).

Reviewed by: Amy Nelson, MA, CCC-SLP
Date reviewed: October 2008

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อาหารกับการพัฒนาการทางอารมณ์

อาหารกับการพัฒนาการทางอารมณ์

อาหารกับการพัฒนาการทางอารมณ์ ช่วง 2 ขวบปีแรกเป็นช่วงที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของสมอง ภาวะโภชนาการของเด็กวัยแรกเกิดถึง 2 ปี จึงมีความสำคัญมาก ปัญหาการกินในเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการดูแลสุขภาพเด็ก โดยมักพบว่าเป็นปัญหามากตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยอนุบาล ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาการกิน คือ เรื่องของพัฒนาการเด็ก และพื้นฐานอารมณ์ พัฒนาการสะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก และสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นฐานทางอารมณ์ หรือพื้นอารมณ์ หมายถึงลักษณะ หรือการแสดงออกของพฤติกรรม จากการศึกษาพบว่าเด็กแรกเกิดแต่ละคนมีพื้นฐานอารมณ์ติดตัวมาแล้ว และแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน พื้นฐานอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกินของเด็ก ได้แก่

  1. ช่วงจังหวะในการกิน การนอนของเด็ก เด็กที่เลี้ยงง่าย มักกิน นอน และหิวเป็นเวลา ทำให้ผู้เลี้ยงสะดวกในการดูแล
  2. ลักษณะการตอบสนองต่อสิ่งใหม่ที่เข้ามา เช่น อาหารใหม่ ของเล่นใหม่ คนแปลกหน้า เด็กที่ถูกเลี้ยงมาดีมักตอบสนองดีต่ออาหารใหม่ ๆ ปรับตัวง่าย

หลักการให้อาหาร

  • เด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี อาหารหลักของเด็กวัยนี้ คือ นม
  • เด็กอายุแรกเกิดถึง 3 เดือน เด็กที่กินนมแม่อาจกินบ่อยกว่า มักกินทุก 2-3 ชั่วโมง การให้นมแม่บ่อยเกินไป เช่น น้อยกว่าทุก 2 ชั่วโมง กลับจะทำให้การสร้างน้ำนมลดลง ในขณะที่เด็กกินนมผสมจะกินทุก 3-4 ชั่วโมง การให้นมควรสัมพันธ์กับการหิวของเด็ก

โดยปกติเมื่อเด็กหิวจะเกิดความกดดันขึ้น ตามด้วยการร้องไห้ การตอบสนองโดยการให้นมแก่ลูก จะมีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. การให้นมตามความต้องการ หรือความหิวของเด็ก หมายถึง การให้นมเมื่อเด็กหิว และต้องการจริง ๆ การให้นมลักษณะนี้จะช่วยให้เด็กทารกเชื่อมโยง การเข้ามาของแม่กับการทำให้ความหิวลดลง
  2. การให้นมตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ทุก 3-4 ชั่วโมง จะช่วยให้เด็กทารกพยายามปรับช่วงจังหวะของความหิวให้เข้ากับเวลาที่เรากำหนด ในเด็กที่ปรัตัวให้เข้ากับเวลาที่กำหนดไม่ได้อาจเป็นเพราะ พื้นฐานอารมณ์ คือ เป็นเด็กที่จังหวะเวลาของการหิวไม่สม่ำเสมอ คือ ช่วงการกินการนอนไม่เป็นเวลานั่นเอง เด็กยังกินไม่อิ่ม เด็กถูกบังคับให้กินทั้งทั้งที่ยังไม่หิว
  3. ให้ตามความพร้อม และความสะดวกของแม่ ไม่สนใจว่าเด็กหิวหรือไม่ และไม่กำหนดช่วงเวลาการให้นมที่แน่นอน ลักษณะการให้นมนี้จะไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าการกินเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ ผลเสียที่ตามมา คือ เด็กจะหงุดหงิดง่าย เลี้ยงยาก และอาจมีปัยหาแหวะนม
  • เด็กอายุ 3-6 เดือน
    • เด็กที่กินนมแม่อาจกินนมแม่หลายครั้ง แ่เด็กที่กินนมผสมมักหลับยาวตลอดคืน
    • เด็กอายุ 4 เดือน มักหลับกลางคืนต่อเนื่องกันได้ 8 ชั่วโมง
    • ภต่ถ้าพ่อแม่ตอบสนองทุกครั้งต่อการตื่นของเด็กด้วยการอุ้ม หรืออาจให้นมกินทุกครั้งที่ร้องจะทำให้เด็กเชื่อมโยงการร้องกับการกินนม
    • เด็กจะตื่นขึ้นมากินนมเวลากลางคืนหลายครั้ง การให้อาหารในช่วงอายุ 1-2 ปี

ข้อควรรู้สำหรับพ่อแม่

  1. อัตราการเจริญเติบโตของเด็กในขวบปีที่สอง จะลดลง ความอยากอาหารก็ลดลงด้วย (เด็กอายุ 1 ปีจะมีน้ำหนักประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตอนแรกเกิด แต่กว่าน้ำหนักจะเป็น 4 เท่าอาจถึงอายุ 2 ปี)
  2. ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนกินน้อย แต่ถ้าน้ำหนักของเด็กขึ้นตามปกติ ถือว่าไม่มีปัญหา
  3. อาหารหลักของเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป คือ ข้าว อาหาร 5 หมู่ ไม่ใช่นม
  4. ส่วนใหญ่เด็กที่กินแต่นม เช่น 8 ออนซ์ 5-6 มื้อ ไม่ค่อยกินข้าว น้ำหนักมักไม่ขึ้น บางคนน้ำหนักอาจตกเกณฑ์ได้
  5. ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ควรกินอาหารบางหมู่มากเกินไป เช่น กินแต่ผลไม้ ไม่กินข้าว
  6. พัฒนาการของเด็กวัย 1-2 ปี จะต้องการความเป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเอง ถ้าถูกควบคุม บังคับ โดยเฉพาะเรื่องการกิน เด็กอาจต่อต้าน ในลักษณะปฏิเสธอาหาร
  7. ปัญหาการกินขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ความคาดหวังของพ่อแม่ ไม่เข้ากับความต้องการ หรือพื้นฐานอารมณ์ของเด็ก

สัญญาณของการเริ่มมีปัญหาการกินในเด็ก

  1. อมข้าว
  2. บ้วนคายอาหารทิ้ง
  3. หงุดหงิด ร้องไห้งอแง เมื่อถึงเวลากินอาหาร
  4. เล่นอาหาร ไม่ยอมกิน
  5. ใ้ช้เวลาในการกินอาหารนานผิดปกติ เช่น ใช้เวลากินอาหารเป็นชั่วโมง

ข้อควรปฏิบัติในเด็กที่มีปัญหาการกิน

  1. ถ้าให้นมมากเกินไป ต้องลดนมลง ในเด็กที่มีปัญหาการกินมาก ๆ อาจต้องจำกัดนมไม่ให้เกิน 16 ออนซ์ต่อวัน หรือเท่ากับนม 8 ออนซ์ 2 มื้อ ซึ่งถ้าจำเป็นมักทิ้งมือนมไว้ก่อนนอนกลางวัน และก่อนนอนกลางคืน นมมือกลางคืนอาจขวางอาหารมือเช้า ควรงดนมช่วงกลางคืน โดยเฉพาะนมช่วงเช้ามืด ควรเลิกนมขวดเมื่ออายุ 1 ปี หรือก่อน 2 ปี เด็กที่ดูดขวดนม หลับคาปากจะทำให้ฟันผุ มีปัญหาเกี่ยวกับอาหารตามมา
  2. ทิ้งช่วงห่างระหว่างมื้ออาหาร (นมกับข้าว) อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ควรทำตารางเวลาการให้อาหารไว้ เพื่อสะดวกในการประเมินความเหมาะสมของอาหาร และระยะห่างของอาหารแต่ละมื้อ
  3. งดอาหารหวานทุกชนิด เช่น ขนมถุง ขนมซอง ไอศครีม น้ำอัดลม น้ำหวาน ทอฟฟี่ ชอคโกแลต
  4. เวลากินอาหารควรเป็นบรรยากาศสบาย ๆ ไม่ควรคาดหวังเข้มงด หรือทำให้เด็กรู้สึกเครียด ไม่ควรวิพากษ์ วิจารณ์ ปริมาณอาหารที่เด็กกิน
  5. ไม่ควรดุว่า ลงโทษ แสดงอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ หรือพูดให้เด็กรู้สึกผิด
  6. ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองในการกิน เช่น เด็กอายุ 1 ปีเริ่มจะตักข้าวกินเองได้ โดยยอมให้หกเลอะได้ ไม่ควรป้อน หรือพยายามบังคับให้เด็กกิน หาอาหารซึ่งเด็กสามารถใช้มือหยิบจับกินเองได้สะดวก เช่น น่องไก่ ข้าวเหนียวปั้น เด็กจะรู้สึกสนุกกับการกินมากขึ้น
  7. ตักอาหารน้อย ๆ ในถ้วยหรือจานสำหรับเด็ก ถ้าไม่พอจึงค่อยเติม
  8. ถ้าเด็กไม่กิน หรือเล่นอาหารให้เก็บอาหาร โดยไม่ให้นม หรือขนมอีกเลยจนกว่าจะถึงอาหารมื้อใหม่ ถ้าเด็กหิวก่อนอนุญาตให้กินอาหารเดิม คือมื้อที่เด็กปฏิเสธไป โดยอาจนำมาอุ่นใหม่
  9. ถ้ามื้อนี้กินน้อย มื้อหน้าเด็กจะกินมากขึ้น
  10. กินพร้อมผู้ใหญ่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากอาหาร

ระเบียบวินัยในการกิน

  • เริ่มมืออาหารบนโต๊ะอาหารเสมอ ไม่ควรลุกออกไป เล่นไปกินไป หรือเดินตามป้อน
  • เวลาในการกินอาหารไม่ควรเกิน 20-30 นาที
  • ไม่เปิดโทรทัศน์ ขณะกินอาหาร และไม่ควรเล่นของเล่นบนโต๊ะอาหาร เพระาจะดึงความสนใจเด็ก จากอาหารที่อยู่ตรงหน้า และจะเกิดเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม

เด็กไม่กินผักเด็กเกลียดผักไม่ชอบกินผัก

  • ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างในการกินผัก
  • ดัดแปลงอาหารให้น่ากิน เช่น โคโรเกะ (อาหารญี่ปุ่น)
  • ให้เด็กมีส่วนร่วมในการไปจ่ายตลาด จัดให้เด็กเอาพืชผักมาแต่งเป็นรูปสัตว์

imageที่มา : นพ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ที่มา www.bangkokhealth.com

พัฒนาการของเด็กวัย 3 เดือน

พัฒนาการในแต่ละด้าน ของเด็กวัย 3 เดือน

สามารถพลิกตัวได้ สามารถพลิกตัวจากหน้าไปหลังเมื่อ 4 เดือน และพลิกจากหลังมาหน้าได้เมื่อ 6 เดือน แม้ว่าหลาย ๆ คนอาจช้าหรือเร็วกว่านี้

เด็กควรจะเอามือยันพื้นยกอกตัวเองพ้นเมื่ออายุได้4 เดือนเป็นอย่างต่ำ

คืบ คลานคืบได้แบบอกแตะพื้น เวลาจับมือสามารถลากตัวเองมาข้างหน้าได้
เราสามารถจับมือขึ้นเพื่อให้เด็กยืนบนขาตัวเองได้

เล่นนิ้วมือนิ้วเท้าตัวเอง

เริ่ม ที่จะนั่ง เด็กสามารถเริ่มนั่งได้เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน แต่น้อยรายที่จะนั่งได้เองโดยไม่มีการช่วยจับ เพราะเด็กส่วนใหญ่จะนั่งสักพักก็ล้ม จึงไม่แนะนำให้หัดนั่งบนพื้นแข็ง

นน.ตัวเพิ่มเป็นสองเท่าของแรกเกิด คือ 6-8 กก ในช่วงอายุ 4 เดือน

ร้อง น้อยลง และดูเหมือนจะร้องเมื่อมีเหตุ คืออาจมีเหตุผลของการร้องมากขึ้น สามารถหาสาเหตุได้ เช่น ปวดท้อง แฉะ หิว อย่างไรก็ตาม การร้องจากเหตุ โคลิก หรือร้องร้อยวัน จะไม่เจอในช่วงนี้แล้ว

ควบคุมการใช้มือแขน เท้าได้ดีขึ้น สามารถหยิบจับของเข้าปาก และเมื่ออายุ 6 เดือน สามารถส่งของจากมือ ไปยังอีกมือ และรับของที่เรายื่นให้ได้

ส่งเสียงแปลก ๆ อย่างสนุกสนาน และเด็กบางคนเมื่อถึง6เดือนสามารถเลียนเสียงได้บ้าง


- - - - - - - - - - -
พัฒนาการทางด้านต่างๆ แยกเป็นหัวข้อย่อยได้ดังต่อไปนี้

1. พัฒนาการทางร่างกาย

น้ำหนัก 5-6.2 ก.ก. ส่วนสูงประมาณ 60 ซ.ม. ชันคอได้บ้างสามารถพลิกตัว ผงกศีรษะและหันไปมาได้ บังคับกล้ามเนื้อได้บ้าง ถีบเท้าได้
มองดูและเล่นนิ้วตัวเองได้ ต้องการนอนหลับลดลงกว่าเดิม

2. พัฒนาการทางด้านอารมณ์

แสดงความรู้สึกพอใจด้วยการเปล่งเสียงอ้อแอ้ ยิ้มได้บ่อยครั้งมากขึ้น
แสดงความรู้สึกทางสีหน้าได้

3. พัฒนาการด้านสังคม

สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มองหน้าแม่ขณะดูดนม มองคนที่อยู่ใกล้ๆได้
รู้จักหยุดฟังเสียง เริ่มจำเสียงแม่ได้

4.ความต้องการของเด็ก

ความต้องการพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กอ่อน
ต้องการของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนาของร่างกายเด็กวัยนี้
ต้องการคนโอบกอดและพูดคุย ต้องการอาหารเสริม


- - - - - - - - - -



เด็กในวัยนี้ จะมีพัฒนาการ อย่างรวดเร็ว และมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้นและ
จะซนมากขึ้นด้วย ดังนั้น การส่งเสริมพัฒนาการ ด้านต่างๆควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ

1.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านร่างกาย
ใน ช่วงนี้ เด็ก จะยังคงทาน น้ำนม เป็นอาหารหลัก และควรเป็น น้ำนมแม่ จะดีที่สุด คุณแม่ที่มีสุขภาพดี แข็งแรง อาจจะให้น้ำนมได้ถึง 6 เดือน ทารก จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ประมาณเดือนละ 0.5 กิโลกรัม ความยาว ของตัวเด็ก เพิ่มประมาณ 2 ซม.ต่อเดือน ควรเริ่มให้อาหารเสริมตามวัย ทดแทนนม 1 มื้อเมื่อ อายุ 4 เดือน และพยายามงดการให้นมในมื้อดึก เมื่อเด็กมีอายุ 4 เดือนขึ้นไป

2.การ ส่งเสริมพัฒนาการ ด้านการเคลื่อนไหว
เด็กในช่วงนี้ จะพัฒนา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ด้วยการพลิกคว่ำ พลิกหงาย ไขว่คว้า สิ่งของต่างๆ และการมองเห็นได้ ในระยะที่ไกลขึ้น ดังนั้น ควรส่งเสริม พัฒนาการ เช่น การเล่นกับลูกด้วยของเล่นชิ้นโปรด เพื่อให้ลูกได้พยายามพลิกคว่ำ พลิกหงาย โดยหา ของเล่น ที่เขย่าแล้วมีเสียง เล่นกับลูก ฝึกให้มีการเอื้อม ไขว่คว้า เขย่า เปลี่ยนมือ ถือของ จัดหาของเล่น ที่ปลอดภัยและมีผิวสัมผัสต่างๆกัน เช่น ไม้ พลาสติก ผ้า ยาง เป็นต้น เด็กจะมองเห็น สิ่งที่เคลื่อนไหว และวัตถุที่มีสีสันสดใส หรือของเล่น ได้ในระยะที่ไกล ขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้เคียงผู้ใหญ่ เมื่ออายุ 6 เดือน นอกจากนี้ ถ้าจับเด็กนั่ง เด็ก จะยกศีรษะตั้งตรงได้ และนั่งพิงได้นานขึ้น เมื่ออุ้มในท่ายืน จะชอบเอาเท้ายันพื้นและกระโดดไปมา สามารถใช้มือประคองขวดนมได้ สำรวจสิ่งของต่างๆ ด้วยการหยิบเข้าปาก ดังนั้นควรจัดสิ่งแวดล้อม ภายในบ้านให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวของลูก ไม่วางสิ่งของเกะกะ จนเป็นอันตรายต่อลูก

3.การส่งเสริม พัฒนาการ ด้านภาษา
เด็ก จะสามารถ ส่งเสียง หัวเราะ หันตามเสียงเรียกของ คุณพ่อ คุณแม่ ได้ ดังนั้นจึงควร ส่งเสริม ด้วยการพูดคุย กับลูกโดยใช้ภาษา สั้นๆ ง่ายๆ และน้ำเสียงสูงต่ำ ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ

4.การส่งเสริม พัฒนาการด้านสังคม
เด็ก จะมีพัฒนาการ จำพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูได้ เมื่ออายุประมาณ 5 เดือน เริ่มแยกแยะคนแปลกหน้าได้เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน รวมถึงการจดจำชื่อของตัวเองได้ และหันตามเสียงเรียกชื่อของตัวเอง ดังนั้นพ่อแม่ ควรเรียกชื่อลูกบ่อยๆ พูดคุย เล่น หรือ ร้องเพลงกับลูก อาจ อุ้มลูก นั่งตักและอ่าน หนังสือภาพ นิทาน ให้ลูกฟัง ควรหาโอกาสให้ลูกได้พบปะคนแปลกหน้า ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง รวมถึงให้ลูกฟัง เพลง ดนตรี เสียงอื่นๆ เช่น เสียงสัตว์ ต่างๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ถึง ความแตกต่าง โดยเด็กจะตอบสนอง ด้วยอาการต่างๆผ่านทางสีหน้า เช่นดีใจ ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ กลัว โกรธ เป็นต้น

การนอนกับพัฒนาการด้านต่างๆ

บทความเรื่อง : การนอนกับพัฒนาการด้านต่างๆ

การนอนกับพัฒนาการด้านต่างๆ

การนอนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการนอนส่งผลต่อพัฒนาการทุกๆ ด้านของเด็กผลกระทบของการนอนที่ไม่มีคุณภาพ คือนอนหลับๆ ตื่นๆ นอนหลับไม่สนิท และการอดนอน การนอนนิ้ยเกินไป หรือการนอนในปริมาณที่ไม่เหมาะสม

พัฒนาการด้านการเรียนรู้

คือ พัฒนาการทางสมองด้านการคิด การเก็บข้อมูล แน่นอนว่าเมื่อเด็กอดนอนหรือมีการนอนที่ไม่มีคุณภาพ ย่อมทำให้เด็กเรียนรู้ได้มีดีเท่าที่ควร อัตราการเรียนรู้ของเด็กลดลงสมาธิของเด็กจะแย่ลง บางครั้งนำไปสู่การวินิจฉัยที่ผิดพลาดว่าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเด็กแค่อดนอนเท่านั้น นอกจากนี้แล้วยังพบว่าเด็กอดนอนจะไม่พูดไม่คล่อง ความคิดสร้างสรรค์ลดลง เสื่อมสมรรถนะในการคิดแก้ปัญหา เด็กจะทำงานต่างๆ ได้ช้าลง

พัฒนาการด้านอารมณ์

เด็กที่ง่วงนอน ในเวลากลางวันนอกจากจะทำให้เด็กสมาธิบกพร่องแล้ว อารมณ์ของเด็กจะแปรปรวนหงุดหงิดง่าย โยเย มักมองโลกในแง่ลบ อารมณ์เสียมากกว่าที่ควร ถ้าเป็นเรื้อรังก็จะทำให้เด็กขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง มีผลเสียตามมาจึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นได้

พัฒนาการด้านพฤติกรรม

ลักษณะพฤติกรรมผิดปกติ สำหรับเด็กอดนอนแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ เด็กบางคนเฉี่อยชา เหม่อลอย ง่วงซึม ดูง่วงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เด็กบางคนเคลือนไหวมาก อยู่ไม่สุข พูดมาก หุนหันพลันแล่นกระสับกระส่าย ไม่คิดไตร่ตรองก่อนทำ ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่นทำอะไรแรงเกินไป ทั้ง 2 ลักษณะนี้ล้วนส่งผลต่อการเล่น การเข้าสังคมและสิ่งต่างๆ ในเวลากลางวัน

พัฒนาการการด้านร่างกาย

เด็กที่อดนอนจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย คือ เด็กจะตัวเล็ก ไม่สูง เพราะ Growth Hormone ไม่หลั่งเนื่องจาก Growth Hormone จะหลั่งเมื่อเด็กนอนหลับในเวลากลางคืนเท่านั้น นอกจากนี้เด็กจะไม่หิว และไม่อยากทานอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยลง ส่งผลให้เด็กตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็น

Growth Hormone

เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อม Pituitary ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายของเด็ก ซึ่งจะช่วยเก็บรักษาแคลเซี่ยมในเนื้อกระดูกส่งผลให้เด็กมีกระดูกยาวขึ้น นอกจากนี้แล้วยังช่วยเพิ่มมวลของกล้ามเนี้อ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังช่วยเพิ่มกรดไขมันในเลือดด้วย



ที่มา www.igetweb.com